พาเที่ยว พาชม เวียดนามใต้

“เวียดนาม” ประเทศเพื่อนบ้านที่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสงครามเวียดนามและการสู้รบแบบกองโจรของกองทหารเวียดกงเพื่อต่อต้านกองทหารอเมริกา ซึ่งเรื่องราวในสงครามเวียดนามมักได้รับการสอดแทรกในภาพยนตร์ฮอลลีวูดอยู่บ่อยครั้ง เวียดนามมีเมืองดังๆ ให้ท่องเที่ยวอยู่หลายเมืองอย่างเว้ ดานัง ฮอยอัน และโฮจิมินห์ เมืองทางใต้ของเวียดนาม

จากสนามบิน TAN SON NHAT เข้าเมืองขึ้นรถเมล์สาย 152 เพื่อไปลงที่ถนนฟามงูหลาว (Pham Ngu Lao) เข้าพักที่โรงแรม Saigon Mini Hotel 5 อยู่ที่ถนน Bui Vien Street ก็อยู่ใกล้ๆ กับฟามงูหลาว ถนนสายนี้มีที่พักร้านอาหารมากมาย เป็นลักษณะตึกแถวติดๆ กันไปเหมือนถนนข้าวสารบ้านเรา ดีที่จดที่อยู่โรงแรมมาละเอียด วิธีเดินหาโรงแรมก็ไล่ดูจากบ้านเลขที่ไปเรื่อยๆ มาถึงโรงแรมตอนประมาณ 10 โมงกว่า โรงแรมให้เช็คอินได้ตอนบ่ายโมง ก็ขอฝากสัมภาระเอาไว้ก่อน เจ้าหน้าที่โรงแรมหยิบ City Map มาให้ แล้วแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้ไปเที่ยวก่อนแล้วค่อยกลับมาเช็คอิน

เดินลัดออกมาจองทัวร์ไปเที่ยว CU CHI Tunnel ที่ Vietsea Travel อยู่ที่ถนนฟามงูหลาวก่อน เป็นทัวร์ครึ่งวัน เริ่มเดินทาง 8 โมงเช้า กลับมาโฮจิมินห์ประมาณบ่ายสองโมง จองทัวร์เสร็จเดินออกมาที่ถนนใหญ่ก็ต้องเผชิญกับกองทัพมอเตอร์ไซค์กว่าจะข้ามถนนได้คอแทบหัน 360 องศา เพราะมีมอเตอร์ไซค์มาจากทุกทิศทุกทาง โฮจินมินห์เป็นเมืองที่มีการจราจรคับคั่งและพลุกพล่านไปด้วยผู้คน ต้องปรับตัวกับความวุ่นวายอยู่ 2-3 ชั่วโมงถึงจะคุ้นชิน

เดินตามแผนที่ลัดเลาะผ่านตลาดเบนถัน ตลาดขายของเหมือนกาดหลวงเชียงใหม่เลย มีตั้งแต่เสื้อผ้า ของฝาก อาหารการกิน มาจนถึง Revolutionary Museum เด้านนอกพิพิธภัณฑ์จัดแสดงรถโบราณ เครื่องบินรบ ปืนต่อสู้อากาศยาน ส่วนภายในส่วนใหญ่จะเป็นภาพถ่าย และเรื่องราวในอดีตของเวียดนาม ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ถ่ายภาพวิวาห์เสียมากกว่า เห็นมีคู่รักหลายคู่มาถ่ายกัน หรือมาถ่ายแบบลงนิตยสาร

สถานที่ท่องเที่ยวในโฮจิมินห์ส่วนใหญ่จะอยู่ไม่ไกลกัน เดินชมทอดน่องไปเรื่อยๆ ก็ถึงเอง แต่อาจจะรำคาญบรรดารถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง หรือจักรยามสามล้อถีบที่เรียกว่าซิโคล่อยู่บ้าง เพราะจะคอยตอแยนักท่องเที่ยวเป็นระยะ ก็แค่เดินหนี แล้วตอบอย่างเดียวว่า “NO” เดี๋ยวก็เลิกยุ่งไปเอง ใกล้ถึงย่าน Opera House จะผ่านห้างหรูๆ อย่างเช่น Vincom Center, Parkson, Louis Vuitton

เดินไปถ่ายรูปไปจนมาถึงไปรษณีย์กลางซึ่งมีสถาปัตยกรรมสไตล์ฝรั่งเศส ก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2439 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2444 ภายในไปรษณีย์กลางเน้นความหรูหราอลังการตามสไตล์ยุโรป และมีการประดับภาพแผนที่ทางทะเลโบราณ ภายในมีบริการทั้งส่งจดหมาย และจำหน่ายแสตมป์เพื่อการสะสม

ใกล้ๆ กันคือ Notre Dame Cathedral โบสถ์แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นโบสถ์ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในเวียดนาม และเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของโฮจิมินห์ ลักษณะตัวโบสถ์มีหอคอยคู่สี่เหลี่ยมด้านหน้าสูง 40 เมตร ด้านหน้ามีรูปปั้นพระแม่มารีสีขาวขนาดใหญ่ โบสถ์แห่งนี้ก่อสร้างในปี พศ 2420 ใช้เวลาก่อสร้าง 6 ปี โดยเคยได้รับความเสียหายเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หากใครได้มาเยี่ยมชมที่โบสถ์ในช่วงบ่ายจะเห็นคริสตศาสนิกชนชาวเวียดนามมาประกอบพิธีกันที่โบสถ์แห่งนี้

DSC_0058

ตอนค่ำไปดูการแสดงหุ่นละครน้ำ (Water Puppet Show) เป็นเจ้าเดียวกับที่จัดแสดงที่ฮานอย แนะนำใครมาเวียดนามไม่ว่าจะเป็นที่ฮานอย หรือโฮจิมินห์ ไม่ควรพลาดชมโชว์นี้ เป็นการแสดงที่สนุกมาก เรื่องราวเป็นการเล่าเรื่องวิถีชีวิตที่เรียบง่ายของคนเวียดนาม เช่น ปลูกข้าว จับปลา ใช้ชีวิตตามท้องทุ่ง สังเกตเด็กๆ ชาวต่างชาติที่มาดูโชว์จะสนุกสนานไปด้วย แม้แต่ผู้ใหญ่เองยังชอบเลย เบื้องหลังการแสดงใช้คนชักหุ่นถึง 8 คนทีเดียว

วันรุ่งขึ้นทาง Vietsea ส่งเจ้าหน้าที่มารับพาไปขึ้นรถที่หน้าบริษัท วันนี้เป็นทัวร์ครึ่งวันไปเที่ยวอุโมงค์กู่จี (Cu Chi Tunnel) ล้อหมุนตอนแปดโมงกว่า มีเพื่อนร่วมทางนานาชาติ ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวอิตาลี สเปน ชาวยุโรป และญี่ปุ่น ไกด์ที่ดูแลลูกทัวร์ไปตลอดเส้นทางชื่อลุง Hiep ระหว่างทางคุณลุงไกด์เล่าเรื่องราวทางเกี่ยวกับเวียดนามให้ฟัง รวมทั้งเรื่องของตัวเองด้วย คุณลุงฮีป เล่าว่าครอบครัวลุงมีพี่น้องผู้ชาย 3 คน สงสัยไหมว่าทำไมลุงไม่เป็นทหาร คุณลุงบอกว่าตอนช่วงสงครามทางรัฐบาลบอกว่าถ้าบ้านไหนมีลูกชายจะให้ลูกชายคนสุดท้ายของครอบครัวไม่ต้องไปเป็นทหาร แต่ให้อยู่กับครอบครัวแทนเพื่อเอาไว้สืบสกุล คุณลุงเลยรอดแล้วมาเป็นไกด์ในปัจจุบัน ส่วนพี่ชาย 2 คนของคุณลุงไปเป็นทหารกันหมด

คุณลุงไกด์เล่าว่าประเทศเวียดนามเคยตกอยู่ในปกครองของจีน ดังนั้นจึงมีวัฒนธรรมหลายอย่างที่เหมือนชาวจีน รวมทั้งสถาปัตยกรรมต่างๆ พอพ้นจากจีนก็ตกมาเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ถ้าใครเคยไปลาวมาก่อนจะเห็นว่าที่โน้นก็กินขนมปังฝรั่งเศส หรือ บาแก๊ต (baguette) เหมือนกับที่เวียดนามนี้เหมือนกัน ส่วนด้านสถาปัตยกรรมสไตล์ฝรั่งเศสจะเห็นชัดเจนในย่าน Opera House และ Main Post Office

Cu Chi Tunnel อยู่ห่างจากโฮจิมินห์ประมาณ 70 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง ค่าทัวร์ที่ซื้อมาจาก Vietsea USD 5 นั้นยังไม่รวมค่าเข้าชมอุโมงค์อีก 80,000 ดอง ก่อนมาถึงที่อุโมงค์กู่จี แวะไปชมศูนย์หัตถกรรมของรัฐบาลเวียดนามก่อน และเป็นร้านขายของที่ระลึก ซึ่งราคาค่อยข้างสูงเลยทีเดียว

ระหว่างการเดินทางสองข้างทางเป็นทุ่งนา สลับสวนยางพารา วิถีชีวิตคล้ายกับคนไทยตามชนบทนี่แหละ เมื่อมาถึงอุโมงค์กู่จี พบกับนักท่องเที่ยวจากกรุ๊ปทัวร์บริษัทอื่นหลายกลุ่ม ไกด์ของเราดูแลดี พยายามสอดส่องคนในกรุ๊ปตลอดไม่ให้พลัดหลง พร้อมทั้งอธิบายรายละเอียดต่างๆ ก่อนที่จะพาเข้าไปชมวิดีทัศน์แนะนำการใช้ชีวิตอยู่ในอุโมงค์ของคนเวียดนามสมัยนั้น

หลังจากชมวิดีทัศน์ลุงฮิปวาดรูปการขุดอุโมงค์ให้ดู อุโมงค์ที่ขุดเล็กมากพอดีตัวคนเวียดนาม สังเกตดูคนที่นี่จะรักษาหุ่นดีมากทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ไม่เห็นคนเจ้าเนื้อเลย อุโมงที่ขุดจะห่างกันประมาณ 100 เมตร ด้านล่างมีทางเชื่อมถึงกันเพื่อแจ้งข่าวสาร ตรงที่มีพื้นที่กว้างหน่อยใต้อุโมงค์ก็เป็นที่ประกอบอาหาร เย็บเสื้อผ้า ที่นอน ที่ประชุม บริเวณปากอุโมงค์บางจุดก็จะเป็นที่เอาไว้พักผ่อน มีเปลผูกนอน เนื่องจากอากาศภายในอุโมงค์มีน้อย

ระหว่างทางเดินที่ชมปกคลุมไปด้วยต้นไม้ บางจุดจะพบว่ามีรั้วลวดหนามกั้นไว้ ไกด์พาดูกับดักที่ด้านบนเป็นเหมือนแผงไม้ไผ่ที่คลุมด้วยเศษใบไม้ แต่ถ้าลองเหยียบไปจะตกลงไปในหลุมลึกกว่า 3 เมตร ภายในหลุมมีไม้แหลมรอเสียบร่างที่ตกลงไป ลุงฮิปบอกว่าข้าศึกไม่ได้เสียชีวิตเพราะโดนไม้แทง แต่เสียชีวิตเพราะโดนเวียดกงที่แอบอยู่ในหลุมเอามีดเสียบข้าศึกตาย นอกจากนี้ยังมีกับดับเล็กกับดักน้อยตามหลุมเล็กๆ อีกหลายแบบถึงจะไม่ทำให้เสียชีวิตในทันที แต่ก็คงเจ็บปวดทรมาน สุดท้ายก็ไม่พ้นเงื้อมมือเวียดกงสังหาร

ภายในหลุมจะมีหุ่นแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ภายในอุโมงค์ เช่น การเย็บเสื้อผ้าไว้ใช้ การประกอบอาหาร การผ่าเอาดินปืนจากปืนใหญ่ของฝั่งศัตรูนำมาใช้เป็นวัตถุทำระเบิด เป็นต้น มีรถถังที่โดนระเบิด หุ่นทหารเวียดกงที่ออกมาสูดอากาศด้านบนเพื่อพักผ่อน ทหารหญิงสางผม ทหารชายเขียนจดหมายถึงคนทางบ้าน บ้างก็สูบบุหรี่

มาถึงอุโมงค์กู่จีแล้วจะไม่ลงไปในอุโมงค์เลยก็ดูเหมือนจะมาไม่ถึง ทางเข้าแคบพอดีตัวจริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าจะเดินภายในอุโมงค์ได้เพราะอุโมงค์สูงไม่ถึง 1 เมตรด้วยซ้ำต้องนั่งยองๆ เดินๆ ไป ด้วยความเป็นคนกลัวที่แคบอยู่แล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกหายใจไม่ออกเข้าไปใหญ่ สุดท้ายเดินไปได้เพียง 20 เมตรก็ออกจากอุโมงค์ขึ้นมารอคนอื่นๆ ดีกว่า ฝรั่งแต่ละคนต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอยู่กันได้ยังไง พอแล้วไม่ลงไปอีกแล้ว

ส่วนอาหารหลักที่หาง่าย ทานง่าย เป็นมันต้มจิ้มกับถั่วบดใส่น้ำตาล ส่วนสุดท้ายของทัวร์นี้ คือ การให้นักท่องเที่ยวได้ลองยิงปืนสมัยเก่าที่สนามยิงปืน หรือหากใครไม่ยิงปืนก็แวะชมแวะช้อปของที่ระลึกจากอุโมงค์กู่จี

ขากลับรถทัวร์แวะส่งนักท่องเที่ยวที่ War Museum หากใครไม่ลงก็ให้ไปลงที่ปลายทางสำนักงาน Vietsea เหมือนเดิม ขอมาลงที่สำนักงานแทน เพราะตั้งใจจะไปชมที่ทำเนียบอดีตประธานาธิบดีเวียดนามใต้ หรือ Reunification Palace เดินตามแผนที่ไปเรื่อยจนมาถึง ทำเนียบแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโฮจิมินห์ ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้เข้าชม เป็นอาคารทันสมัยรายรอบไปด้วนสวนขนาดใหญ่ ตัวอาคารแบ่งเป็น 4 ชั้น และชั้นใต้ดิน ชั้นแรกเป็นห้องจัดเลี้ยง ห้องโถงใหญ่ซึ่งรัฐบาลเวียตนามใต้ประกาศยอมแพ้และห้องเล็กถูกใช้สำหรับการ บรรยายสรุปประจำวันทางทหาร ในระหว่างช่วงก่อนที่รัฐบาลเวียตนามใต้จะถูกโค่น ส่วนชั้นที่สองเป็นห้องรับรองของประธานาธิบดีตรันวันเฮือง และห้องรับรองของประธานาธิบดีเทียว ซึ่งเพียบพร้อมด้วยห้องนอน ห้องรับประทานอาหาร และห้องสวดมนต์แบบคาทอลิค ชั้นสามเป็นห้องรับรองของภริยาประธานาธิบดี และชั้นที่สี่เป็นห้องฉายภาพยนตร์ส่วนตัวและลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ส่วนชั้นใต้ดินจะแบ่งเป็นห้องเล็กๆ ติดๆ กันเป็นแถว ใช้เป็นห้องทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ และห้องติดต่อสื่อสาร

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s